![]()
| ||||
| ในค่ำคืนสุดพิเศษของคุณสาว ๆ อย่างวันแต่งงานคงไม่มีใครอยากสวม ชุดแต่งงาน ที่ไม่เหมาะกับรูปร่าง เพราะการเป็นเจ้าสาวแสนสวยใน ชุดแต่งงาน สุดงาม จะเป็นภาพที่ติดตราตรึงใจใครต่อใครไปอีกนานทีเดียว งานนี้คุณจึงต้องเฟ้นหาชุดแต่งงาน เริ่ด ๆ ที่เหมาะกับตัวคุณกันหน่อยแล้ว
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่า เจ้าสาวไม่ได้มีหุ่นนางแบบกันทุกคน ดังนั้นอย่าเพิ่งรีดด่วนตัดสินใจเลือกชุดแต่งงานจากนิตยสารหรือชุดสวยสะดุดตาที่แขวนโชว์ในร้าน ถ้าจะให้ดีลองนำแบบชุดไปถามดีไซน์เนอร์ ที่คุณไว้ใจ เพื่อทดสอบสิ่งที่คุณคิดถ้าได้รับคำตอบว่าไม่ ก็ต้องกลับมาเลือกชุดใหม่ที่เหมาะกับคุณอีกครั้ง ดังนั้นเราควรเริ่มจากการทำความรู้จักกับทรงของชุดแต่งงานก่อน เพื่อจะได้เลือกชุดให้สวยสมตัวคุณที่สุด ทรงเอไลน์ (A-Line) เป็นชุดทรงเอ กระโปรงบานน้อย ๆ เหมาะกับเจ้าสาวทุกรูปร่างสามารถช่วยพรางส่วนบกพร่องของสะโพกและช่วงขาได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมชุดแต่งงานทรงนี้ได้รับความนิยมตลอดกาล ทรงเชลธ์ (Sheath) เป็นกระโปรงทรงตรงที่ไม่มีขอบเอวและไม่รัดรูปทำให้รู้สึกสบาย เหมาะทั้งกับเจ้าสาวที่สูงเพรียวและร่างเล็กบางค่ะ ทรงแบล็สค์ เวซท์ (Basque waist) สำหรับชุดนี้เป็นชุดกระโปรงที่มีขอบเอวเป็นรูปตัว V หรือ U ไม่ฟิตสะโพก เหมาะกับเจ้าสาวทุกรูปร่าง ทำให้ผู้สวมใส่มีรูปร่างที่ได้สัดส่วน เหมือนกับนาฬิกาทราย ทรงปรินเซส (Princess) โครงสร้างของชุดแบบเจ้าหญิงนี้ก็จะคล้าย ๆ กับทรงเอไลน์ คือ ช่วงบนเข้ารูปแล้วค่อย ๆ ผายบานออกน้อย ๆ ในส่วนของกระโปรง จะต่างกันที่ชายกระโปรงจะยาวกว่าทรงเอไลน์ส่งให้รูปร่างของเจ้าสาวที่เลือกชุดแต่งงานทรงนี้ดูสูงเพรียวขึ้น ทรงบอลกาวน์ (Ball Gown) หรือทรงสุ่มแบบแก้วไวน์คว่ำ จะมีช่วงต่อกับกระโปรงตรงส่วนเอว ถ้าเป็นเส้นตรงจะช่วยให้ช่วงลำตัวของเจ้าสาวดูสั้นลง แต่ถ้าเป็นรูปตัววีจะช่วยเจ้าสาวให้ช่วงลำตัวดูยาวขึ้น ชุดประเภทนี้เหมาะกับเจ้าสาวรูปร่างสำหรับเจ้าสาวเอวหนา ชุดนี้จะทำให้ดูมีขึ้นมาได้ ทรงเอมไพร์ (Empire) ทรงนี้เป็นชุดที่มีขอบเอวสูง คือเริ่มตั้งแต่แนวใต้อกและเป็นชุดกระโปรงทรงแคบ ปล่อยชายบานเล็กน้อย หากคุณเป็นคนตัวเล็ก ชุดนี้จะทำให้คุณดูสูงเพรียวขึ้นไม่น้อยทีเดียว ทรงเมอร์เมด (Mermaid) หรือทรงหางปลาเป็นชุดที่โชว์ช่วงอก เอว สะโพกได้อย่างชัดเจน เหมาะกับเจ้าสาวที่รูปร่างสูงโปร่ง มิฉะนั้นช่วงคอดของกระโปรง บริเวณหัวเข่าจะทำให้คุณดูเตี้ยลงไปถนัดใจ หลังจากที่เราทำความรู้จักกับ ชุดแต่งงาน ทรงต่าง ๆ แล้วเก็บข้อมูลนั้นไว้ก่อนนะคะ เพราะข้นต่อไป เราต้องกลับมาสังเกตตัวเองแล้วล่ะว่าเรามีรูปร่างแบบไหน เพราะเพียงแค่รูปร่างผอมและสูงไม่ได้หมายความว่าเรามีรูปร่างดีเสมอไป คุณอาจต้องใช้เวลาเลือกทรงของชุดแต่งงานที่ช่วยพรางจุดบกพร่องในร่างกาย เพื่อจะได้มั่นใจว่า ชุดที่เลือกจะเหมาะกบคุณจริง ๆ คราวนี้ลองดูนะคะว่ารูปร่างของตัวเองเป็นแบบไหนและมีจุดใดต้องพรางด้วยทรงต่าง ๆ ของชุดแต่งงานบ้าง หุ่นสามเหลี่ยม ถ้าหากว่าคุณมีไหล่แคบ หน้าอกเล็ก สะโพกใหญ่ คุณต้องเสริมบริเวณหน้าอกให้ดูอิ่มเต็มขึ้น ด้วยการใส่เสื้อมีแขนอาจจะหนุนไหล่หรือใส่เสื้อแขนกระดิ่ง ซึ่งจะช่วย ให้ช่วงไหล่ของคุณกว้างขึ้นและเพิ่มขนาดช่วงตัวด้วยการเสริมผ้าลูกไม้ ซับใน หรือติดเลื่อมเข้าไป อาจจะเลือกชุดทรงเอไลน์ เพื่อเน้นช่วงเอวให้ดูคอดกิ่ว ทั้งยังช่วยพราง สะโพกได้ด้วย หรืออาจจะใส่เสื้อคอวี จะทำให้คุณดูสวยสง่าขึ้น ส่วนเสื้อไหล่ล้ำก็ช่วยให้คุณดูเซ็กซี่ หรือใส่เสื้อคอเหลี่ยมก็ช่วยให้คุณดูมีหน้าอกขึ้นมาบ้าง ข้อสำคัญก็คือ จะต้องวัดไซส์หน้าอกของคุณให้แม่นยำเพราะถ้าหากช่างตัดผิดไซส์ล่ะก็ หน้าอกคุณก็จะดูราบเรียบได้เหมือนกัน หุ่นสามเหลี่ยมหัวกลับ สำหรับเจ้าสาวที่มีหน้าอกใหญ่และ สะโพกแคบ ควรเลือกชุดที่มีแบบช่วงบนเรียบที่สุด เพื่อเป็นการลดขนาดช่วงบนของคุณให้ดูเล็กลงและควรเลือก ชุดเจ้าสาวทรง บอลกาวน์ หรือทรงสุ่มที่ประดับประดาด้วยเลื่อมโบว์หรือมีหาง พยายามหลีกเลี่ยงชุดเกาะอกเพราะจะยิ่งเน้นหน้าอก สำหรับเจ้าสาวที่ช่วงตัวสั้นควรให้ช่าง เพิ่มความยาวของ สเตย์ตรงช่วงเอวโดยเฉพาะด้านหน้าเพื่อให้ช่วงตัวคุณดูยาวขึ้น การเย็บซับในชุดแต่งงานที่ใช้ผ้าชีฟอง ผ้าออร์แกนซ่า หรือผ้าเจอร์ซีประเภทผ้านุ่มพลิ้วทั้งหลาย ควรทำโดยช่าง ที่เชี่ยวชาญเพราะอาจทำให้รูปร่างของคุณดูเปลี่ยนไปในแบบที่ไม่ต้องการก็เป็นได้ หุ่นทรงกระบอก ถ้าคุณมี อก เอว สะโพกเกือบเท่ากันหมดสามารถพรางได้ด้วยการเลือกกระโปรงบานเป็นสุ่มแล้วติดเลื่อมเข้าไปหรือเลือกใส่เสื้อคอปาด นอกจากนี้การเลือกเสื้อ ที่มีแขนยังช่วยให้คุณดูมีส่วนโค้งส่วนเว้าขึ้นด้วย และอย่าเลือกชุดรัดรูปที่จะทำให้คุณดูแบบบางเกินไป การลดช่วงเอวให้ดูคอดลง สามารถทำได้ด้วยการติดเส้นเอวเข้าไป อาจจะเป็นเข็มขัดหรือริบบิ้นเส้นบาง ๆ ที่ชุด แต่อย่างให้ช่างเสริมฟองน้ำช่วงหน้าอกเพราะอาจทำให้ดูผิดธรรมชาติได้ ทางที่ดีควรใช้วิธีจับเดรปตรงช่วงหน้าอก หรือเลือกเสื้อแบบ ต่อใต้อกอย่างทรงเอมไพร์เพื่อให้หน้าอกคุณดูเต็มขึ้นจะดีกว่า หุ่นนาฬิกาทราย ส่วนเจ้าสาวที่มีอกอึ๋ม เอวคอดและสะโพกผาย ขอบอกว่าคุณเป็นเจ้าสาวที่หุ่นดีมาก ๆ เพื่อเป็นการเน้นสัดส่วนที่ดูดีอยู่แล้วของคุณจึงควรเลือกชุดแบบเรียบง่าย เช่น กระโปรงเข้ารูปหรือทรงหางปลาและอาจจะเปิดไหล่ด้วยการใส่เสื้อแขนในตัว คอวี หรือเกาะอกก็ย่อมได้ พยายามอย่าเลือกชุดที่ประดับประดามากเกินไป โดยเฉพาะกระโปรงสุ่ม จับจีบเยอะ ๆ หรือเสื้อคอปืน เพราะจะไปบดบังหน้าอกและทำให้คุณดูตัวใหญ่จนเกินจริง ตอนนี้คุณเจ้าสาวหลายท่านคงจะรู้แล้วใช่ไหมคะว่าชุดเจ้าสาวแบบไหนจะเหมาะกับคุณ แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งในการตัดสินใจเลือกชุดเจ้าสาวให้เหมาะกับเรา นั่นก็คือการเลือกสีของชุดเจ้าสาวให้เหมาะกับสีผิวของเรานั่นเอง ฉะนั้นอย่าเพิ่งรีบคิดว่าชุดสีขาวจะเหมาะกับสาวทุกสีผิวเสมอไป เรามีเคล็ดลับดี เพื่อเป็นตัวช่วยครั้งนี้ด้วยค่ะ ทราบไหมคะว่าความแตกต่างของสีผิวมีส่วนทำให้สีขาวสีเดียวกันเหมาะและไม่เหมาะกับเจ้าสาวต่างผิวอย่างสุดขั้ว ถ้าคุณเป็นเจ้าสาวผิวคล้ำใส่แล้วอาจจะไม่โดดเด่น เท่าเจ้าสาวที่มีสีผิวขาวอมชมพู ที่ดูโดดเด่นปิ๊งปั๊งขับผิวมากกว่าหลายเท่า สำหรับเจ้าสาวบ้านเรานั้น สีผิวแบ่งได้เป็นสองโทนใหญ่ ๆ คือผิวสีโทนเย็น โทนผิวนี้มักจะมีสีขาวอมชมพ ูส่วนอีกโทนเป็นผิวโทนอุ่นผิวมักเหลืองอมน้ำตาล ผิวออกคล้ำหน่อย ถ้าคุณเป็นคนที่มีสีผิวอยู่ในโทนเย็น ขาวแบบมีเลือดฝาดออกชาพู สีผ้าที่คุณเลือกควรเป็นสีพาสเทล อาทิ ชมพูแชมเปญ ชมพูกลีบบัว สีเงินก็ยังได้ โทนสีที่ควรลืม ไปได้เลยก็คือสีขาวจั๊ว สว่างโพลนราวหิมะ เพราะสีนี้เมื่อคุณสวมแล้วจะไม่ส่งให้คุณสง่า แต่ทำให้คุณซีดกลายเป็นไก่ต้มไปเลย ถ้าคุณเป็นคนที่มีสีผิวในโทนอุ่น ผิวค่อนข้างคล้ำ ผิวสีน้ำผึ้ง สีที่คุณควรเลือกก็คือสีงาช้าง ครีมออกนวล หรือสีโทนร้อนอย่างสีทอง ซึ่งจะช่วยให้ผิวคุณดูผุดผ่องขึ้นทันตา สำหรับเจ้าสาวผิวสีนี้โทนสีที่คุณควรอำลาไปได้เลยก็คือ สีพาสเทลทั้งหลาย อาทิ ชมพูหวาน สีพีช ส่วนทีขาวจั๊วก็หลบไปได้เลยเช่นกัน ข้อแนะนำในการเลือกข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลคร่าว ๆ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกชุดแต่งงาน แต่อย่างไรคุณก็ต้องหาโอกาสไปลองชุดแต่งงานตามห้องเสื้อ ที่คุณ หมายตาไว้ด้วย ว่าชุดที่หมายตาไว้จะเข้ากับคุณจริง ๆ หรือไม่ สำหรับเจ้าสาวที่ลองชุดแต่งงานจนปาดเหงื่อก็ไม่โดนใจสักที แนะนำให้รีบปรึกษาดีไซนเนอร์ดีกว่า เพราะความชำนาญและการผ่านงานมามากจะช่วยให้คุณได้ในสิ่งที่เป็นตัวคุณมากขึ้น ที่สำคัญอย่าไปอินเทรนด์หรือตามแฟชั่นมากเกินไปจนขาดความเป็นตัวของตัวเอง ในกรณีที่มุ่งมั่นว่าต้องการที่จะใส่สีนั้นจริง ๆ ก็ขอให้บอกกับดีไซน์เนอร์ไปเลยว่าคุณมีเหตุผลที่ไม่สามารถใส่สีอื่น ๆ ได้เป็นการดีที่สุด เพราะจะได้ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่าย ดีไซน์เนอร์เป็นเพียงผู้แนะนำและให้คำปรึกษาว่าสิ่งไหนเหมาะสมและดีที่สุดสำหรับคุณ ...................................................................................................................................................................................................................
|
||||