
ควรหาช่างภาพที่คุณถูกใจล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน โดยถามข้อมูลจากเพื่อน ญาติพี่น้อง รวมถึงบริษัทรับจัดหางาน
แต่งงาน และควรสัมภาษณ์ช่างภาพอย่างน้อย 3 คน เพื่อหาคนที่ใช่สำหรับคุณ หากมีออร์แกไนซ์จัดงานและดูแลเรื่องนี้ให้ด้วย
คุณก็ควรพบปะพูดคุยกับช่างภาพที่ออร์แกไนซ์จัดไว้ให้ด้วย เพื่อแจกแจงถึงสไตล์ภาพแบบที่คุณต้องการ แนะนำว่าควรเลือก
ช่างภาพ
ที่เปิดใจกว้าง พร้อมรับฟังไอเดียของคุณ และควรเลือกคนซึ่งมีผลงานการถ่ายภาพพิธีแต่งงานในสไตล์ที่
เหมือนหรือ
ใกล้เคียงกับที่คุณวาดภาพไว้ในใจ
1. สัญญาแจกแจงข้อตกลงและรายละเอียด ซึ่งควรครอบคลุมไปถึงหนดเวลาที่ช่างภาพต้องมาถึง ระยะเวลาที่ช่างภาพ
ต้องอยู่
เก็บภาพนานกี่ชั่วโมง วรแต่งกายอย่างไรอัตราค่าจ้างซึ่งคุณควรตกลงรายละเอียดการจ่ายเงินด้วยว่าจะจ่ายในลักษณะไหน
อาจแบ่งจ่ายตามขั้นตอนงาน และ
จ่ายงวดสุดท้ายเมื่อคุณได้รับอัลปั้มสมบูรณ์ทั้งหมด
2. สถานที่จัดงานและบรรยากาศ คุณควรพาช่างภาพไปดูสถานที่จัดพิธีจริง เพื่อพูดคุยเพิ่มเติมว่า อยากได้ภาพมุมใด
ในลักษณะใด การเห็นภาพจริงจะช่วยใน
การทำงานของช่างภาพง่ายขึ้น และเตรียมความพร้อมทางด้านอุปกรณ์ถ่ายภาพได้
อย่างเหมาะสม และควรหาโอกาสพาช่างภาพมายังสถานที่จัดงานแต่งงานจริงอีกครั้งเมื่อ
ใกล้กำหนด ตรงนี้จะเป็นประโยชน์
์ต่อการถ่ายภาพเอาต์ดอร์ เพราะช่างภาพสามารถสัมผัสถึงลักษณะอากาศและบรรยากาศที่แท้จริงซึ่งส่งผลถึงมุมและแสง
ที่สวยงามของภาพถ่าย
3. รูปแบบและขนาดของงานเลี้ยงรับรอง ถ้างานเลี้ยงเชิญแขกกว่า 300 คนขึ้นไป ควรจ้างช่างภาพมากกว่า 1 คน
ป้องกันไม่ให้พลาดภาพสำคัญๆ ส่วนงานเลี้ยงขนาดกลาง
ช่างภาพควรมีผู้ช่วยด้วย เพื่อช่วยจัดองค์ประกอบในการถ่ายภาพหมู่
และช่วยจัดเตรียมอุปกรณ์การถ่าย
4. กำหนดการงานพิธี ทำรายการให้กับช่างภาพ พร้อมแนบหมายกำหนดการรายละเอียดพิธี เพื่อไม่ให้พลาดภาพสำคัญๆ
และแขกคนสำคัญ อาจหาคนในครอบครัวคอยจับตามองหาแขกคนสำคัญ
และบอกช่างภาพอีกครั้ง
5. ช่วงเวลาในการถ่ายภาพ ภาพถ่ายเป็นหมู่คณะกับบุคคลในครอบครัว เพื่อนฝูงหรือญาติสนิท อาจถ่ายภาพก่อนเริ่มงาน
โดยคุณสามารถหามุมในแบบที่ต้องการได้ โดยไม่ต้องเร่งรีบกับการ
ต้อนรับแขกซึ่งทยอยมาร่วมงาน อีกทั้งตื่นเต้นกังวล
กับพิธีการที่กำลังเริ่มต้นขึ้น

พอร์เทรตและไลฟ์สไตล์สมัยก่อนนิยมถ่ายรูปสไตล์พอร์เทรต หรือถ่ายรูปคนแบบเป็นทางการ แต่ปัจจุบันนิยมเก็บภาพแบบ
ไลฟ์สไตล์บอกเล่าเรื่องงานพิธีผ่านภาพถ่ายมากกว่า หากคุณชอบทั้งสองสไตล์ ควรคุยกับช่างภาพอย่างละเอียด
ภาพสีและถาพขาวดำ ภาพสีช่วยให้เห็นถึงสีสันความสดสวย ส่วนภาพขาวดำและภาพซีเปียให้อารมณ์
ของความคลาสิก
ถ้าต้องการความหลากหลาย ควรบอกช่างภาพให้ชัดเจนถึงสัดส่วนของรูปแต่ละอย่าง
ดิจิตอลกับฟิล์ม การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลสามารถปรับแก้หรือใส่ลูกเล่นได้อีกมากมาย และเห็นภาพได้ในเวลารวดเร็ว
ส่วนภาพที่ถ่ายด้วยฟิล์มยังคงมีเสนห์ในเรื่องมิติความคมชัด อารมณ์ความรู้สึก หากคุณเลือกการถ่ายภาพแบบดิจิตอลควรถาม
ให้แน่ใจว่าไฟล์ต้นแบบจะเป็นลิขสิทธิ์ของคุณทั้งหมดหรือไม่ เพราะมีบางกรณีช่างภาพถือโอกาสนำรูปของคุณ ไปโฆษณาโดย
ไม่ขออนุญาต

1. ภาพถ่ายด้วยฟิล์มแล้วนำมาล้างอัดขยาย เมื่อเวลาผ่านไปสีอาจซีดจาง ปัจจุบันคุณสามารถเก็บรักษาภาพเหล่านั้นได้
ในรูปแบบของดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็น โฟโต้ ซีดี หรือซีดีรอม
2. คนส่วนใหญ่มักเก็บภาพแต่งงานใส่ในอัลบั้มซึ่งผลิตขึ้นสำหรับเก็บภาพงานแต่งงานโดยเฉพาะ ดังนั้น ควรเลือกอัลบั้ม
ที่ทำจาก
วัสดุคุณภาพดี เพื่อความคงทนของภาพ
3. หากชอบสร้างสรรค์โดยการแปะภาพลงบนวัสดุหรือกระดาษก่อนนำไปจัดเก็บ ควรเลือกใช้กาว กระดาษ หรือ
พลาสติกคุณภาพดี เพราะอาจมีผลกับการเก็บรูป
4. ควรเก็บอัลบั้มรูปไว้ในห้องอับแสง ปราศจากความชื้น และฝุ่น ไม่ควรเก็บในห้องที่มีเพดานต่ำ มีอุณหภูมิ
เปลี่ยนแปลงตลอด
เพราะเป็นปัจจัยในการทำลายคุณภาพของรูปถ่าย

การบันทึกภาพเคลื่อนไหวหรือวิดีโอ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของบันทึกความทรงจำ ซึ่งสามารถเก็บรายละเอียดทั้งหมด
และบอกถึงเหตุการณ์บางอย่างซึ่งเกิดขึ้นในขณะคุณไม่ได้ร่วมอยู่ด้วย
การค้นหาช่างภาพวิดีโอ ควรหาล่วงหน้าก่อนถึงวันงาน
โดยสอบถามข้อมูลจากเพื่อนฝูงและคนรอบข้าง พยายามคุยกับคนที่คุณสนใจ จากนั้นขอดูผลงาน คุณภาพของภาพที่ปรากฎใน
วิดีโอ
สีต้องคมชัด การตัดต่อเรื่องราวต้องต่อเนื่อง กลมกลืนระหว่างฉากต่อฉาก ที่สำคัญช่างภาพวิดีโอควรใจกว้าง
และรับฟังข้อคิดเห็นของคุณ หากระหว่างการพูดคุยในรายละเอียดและรูปแบบ
สร้างสรค์ที่วาดหวัง เขาแสดงท่าทีก้าวร้าว
คุณต้องตัดใจ แม้ผลงานจะเป็นที่ถูกใจก็ตาม เพราะท้ายที่สุดเขาจะไม่รับฟังไอเดียของคุณ
|
 |
........................................................................ |
|